ReadyPlanet.com
dot
ค้นหาสินค้า


  [Help]
dot
dot
ตะกร้าสินค้า
dot
จำนวน : 0 ชิ้น
ราคา : 0.00บาท
bullet ดูสินค้า
bullet ชำระเงิน
dot
ผลิตภัณฑ์
dot
dot
บทความ
dot
bulletเรียนรู้เรื่องผิว
bulletเปิดโลกท่องเที่ยว
dot
สมัครรับข่าวสาร

dot


ตรวจสอบสถานะไปรษณีย์


เดินเขาหิมาลัย...ไปยลโฉมเอเวอเรสต์

 

เปิดโลกท่องเที่ยวไปกับ Dr.คุง
 
 
     เนปาล นับเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสไปเยือนบ่อยครั้ง เรียกว่าบ่อยที่สุดก็ว่าได้ เพราะผมมีโอกาสเยือนถึง 4 ครั้ง ใน 5 ปีติดต่อกัน เริ่มจากการเดินทางไปแสวงบุญหนึ่งในสีสังเวชนียสถาน คือ ลุมพินี ไปท่องเที่ยวกาฐมาณฑุ โปขรา และอีกมากมายหลายเมือง
 
     ในคราวนี้ ผมจะนำท่านไปยังดินแดนแห่งความใฝ่ฝัน ชื่นชอบ และหลงไหล จนถึงคลั่งไคล้ ของนักเดินทางทั่วโลก ที่ต้องการจะได้ไปเยือน  หลายคนกล้าๆ กลัวๆ ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากเกินกว่าสภาพร่างกายจะรับไหว นั่นก็คือ การท่องไปบนเทือกเขาหิมาลัย เพื่อไปยลโฉม  เอเวอเรสต์   ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก คือ 8,848 เมตร  ด้วยสายตาตัวเองให้ได้สักครั้งในชีวิต  ไปกันเลยครับ
 
 
 
 
     เริ่มต้นเราไปตั้งหลักเพื่อเตรียมความพร้อมกันที่ กาฐมาณฑุ 1,350 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทั้งสภาพร่างกาย เสื้อผ้า อุปกรณ์ เสบียงติดตัว จนถึงยารักษาโรค (ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ยารักษาอาการ Altitude sickness   ครีมบำรุงผิวชนิดเข้มข้น และครีมกันแดดประสิทธิภาพสูงๆ ) หลายสิ่งหาซื้อได้จากย่านทาเมล แหล่งช๊อปปิ้งใจกลางเมืองครับ    เมื่อพร้อมแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทางกันได้เลย
 
     เรามุ่งหน้าสู่สนามบินกันตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อจับเครื่องบินเที่ยวแรก สู่จุดหมายปลายทาง  แต่อย่าคาดหวังว่าจะได้รับการบริการแบบสนามบินทั่วไปนะครับ เพราะบรรยากาศภายในสนามบินทั้งสนุกสนาน วุ่นวาย และโกลาหล ราวกับคิวรถตู้ แถวอนุสาวรีย์ชัยฯ ก็ไม่ปาน
 
     เสร็จจากขั้นตอนต่างๆ คราวนี้ก็ต้องภาวนาให้สภาพท้องฟ้าอากาศเป็นใจละครับ  เพราะอาจต้องรอหลายชั่วโมงกว่าจะได้ขึ้นบิน บางครั้งอาจงดบินไปเลยในวันนั้น ถ้าบ่ายแล้วยังบินไม่ได้   ซึ่งมักจะบินได้แค่ครึ่งวันในช่วงเช้า ส่วนในช่วงบ่ายสภาพอากาศมักแปรปรวนมาก จึงไม่ค่อยทำการบินกัน   บางลำบินขึ้นไปแล้ว ต้องบินกลับมา เพราะไม่สามารถบินต่อไปได้ อาจต้องรอกันหลายวัน กว่าจะได้เดินทางครับ     ต้องลุ้นกันต่อไป ????
 
     เช้าวันนั้น ที่กาฐมาณฑุ อากาศดีมาก ท้องฟ้าแจ่มใสหลังจากเสร็จขั้นตอนการเช็คอิน อันสนุกสนานและวุ่นวาย เราก็เข้ามารอขึ้นเครื่องกันครับ   แต่ก็รอจนสาย   เพราะสภาพอากาศบนเทือกเขาหิมาลัยค่อนข้างแปรปรวน   ในที่สุดเราก็ได้ขึ้นบินกัน เครื่องบินเล็ก 2 ใบพัด ขนาด 19 ที่นั่ง  ก็ทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าสู่ ลุคลา (LUKLA)  ที่ระดับความสูง 2,840 เมตร บนเทือกเขาหิมาลัย อันเป็นจุดหมายปลายทางของเรา
 
 
     สนามบินลุคลา  มีเพียงรันเวย์เดียว ทั้งแคบและสั้น แถมยังลาดเอียงตามความชันของภูเขา ดังนั้นการลงจอดที่นี่ จึงต้องบินรักษาระดับในแนวตรง พุ่งเขาหาภูเขาเพื่อลงจอด  แทนการลดระดับลงแบบสนามบินทั่วไป   เมื่อล้อแตะพื้นรันเวย์ก็จะวิ่งขึ้นเนินต่อไปแทนการเบรค  จนสุดทางวิ่งก็จะเลี้ยวเข้าสู่ลานจอด ที่เล็กกว่าลานจอดรถทั่วไปในบ้านเราซะอีก จอดได้แค่ 4 ลำ   เมื่อส่งผู้โดยสารลงหมดแล้ว นักบินทั้งสองและพนักงานบริการอีกหนึ่ง ก็จะวิ่งเข้ามาที่อาคารสนามบิน เพื่อรายงานตัวและ เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว   จากนั้นผู้โดยสารที่จะเดินทางกลับก็เดินขึ้นเครื่องอย่างรวดเร็ว พร้อมแล้วเครื่องบินก็ทะยานออกทันที   วิ่งเข้าสู่รันเวย์และพุ่งออกไปแบบวิ่งลงเนินเขา  พอสุดทางวิ่งก็เชิดหัวขึ้นทันที เพราะสุดรันเวย์ก็เป็นเหวลึก การนำเครื่องขึ้นหรือลง จึงมีโอกาส เพียงครั้งเดียว ต้องแม่นยำ เที่ยงตรง อาศัยประสบการณ์สูง มีแต่นักบินของเนปาลเท่านั้นที่ทำได้ครับ 
 
    
     ระหว่างบินมาที่ลุคลา แม้ในวันนั้นสภาพอากาศจะดีมาก แต่การบินเข้าสู่เทือกเขาหิมาลัย ของเครื่องบินเล็ก  ต้องปะทะกับกระแสลมบนยอดเขาและหุบเหวตลอดเวลา  เครื่องจะถูกกระแทกกระทั้นราวกับถูกมือยักษ์ทุบ  นับเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นจนถึงขีดสุด  ผมว่าเกจิอาจารย์ในเมืองไทยทั้งหมด ถูกนิมนต์มาช่วยให้กำลังใจกันเพียบเต็มลำเลยครับ    สนามบิน  ลุคลาจึงได้ชื่อว่าเป็น The most adventerous ในโลกการบิน  แม้คนเนปาลหลายๆ คนยังไม่กล้าไปเลยครับ ทั้งบอกว่าเป็น The most dangerous ซะอีก
 
 
 
 
 
 

     หลังจากที่มาถึงลุคลา   จุดเริ่มต้นแห่งการเดินทางที่แท้จริง เราก็เริ่มออกเดินกันเลยครับ  โดยสัมภาระบางส่วนแบ่งให้ชาวบ้านที่มารับจ้างขนกระเป๋าแบกกันคนละไม่เกิน 25 กก. ส่วนเราก็ต้องแบกสัมภาระส่วนตัวกันเอง วันแรกเราจะเดินกันแบบเบาๆ เส้นทางไม่สูงชัน ผ่านหมู่บ้านต่างๆ เลาะไปตามลำธาร   

     น้ำดื่มบรรจุขวดขนาด 1 ลิตร ที่กาฐมาณฑุ ราคาขวดละ 6 รูปี พอมาถึงลุคลา ราคาเพื่มขึ้นเป็น 60 รูปี ครับ เพราะชาวบ้านต้องแบกขึ้นมาจากพื้นล่างโดยอาศัยกองคาราวาน ของจามรีบ้าง ควายบ้าง จนถึงม้า ซึ่งจะพบเห็นได้ตลอดการเดินทาง   เมื่อใดที่พบเจอกองคาราวาน เราต้องรีบหลบหลีกตามคำเตือนของ มัคคุเทศก์ อย่างเคร่งครัด   ต้องหลบด้านในชิดริมเขาครับ  เพราะอีกด้านหนึ่งมักเป็นหุบเหว หรือไหล่เขาสูง สัตว์เหล่านี้เมื่อต้องแบกของหนักเดินขึ้นเขา ความเหนื่อยล้าทำให้อารมณ์ หงุดหงิดขี้โมโห ใครขวางเป็นชนดะ ต้องหลบดีๆ ครับ

 
               
     วันต่อมา ถือว่าเป็นการเดินเขาอย่างแท้จริงครับ ทางเดินสูงชัน ลัดเลาะไปตามไหล่เขา  บางช่วงต้องข้ามหุบเหวลึกโดยอาศัยสะพานแขวนเล็กๆ  ทอดยาวไปจนถึงหน้าผาฝั่งตรงข้าม แรงลมปะทะตลอดเวลา สะพานจึงสั่นและแกว่งอย่างรุนแรง ชาวบ้านแบกของเดินข้ามกันอย่างคล่องแคล่ว เราเจอฝรั่งคนหนึ่งครับแกกลัวมาก ออกเดินไปถึงกลางสะพาน เกิดช็อคหมดสติไปเลย ต้องมีคนช่วยประคองปีกข้ามไปจนถึงอีกฝั่งหนึ่ง ปฐมพยาบาลอยู่นานกว่าจะฟื้นขึ้นมา
 
 
 
 
     นัมเชบาซ่าร์ (Namche Bazaar ) เมืองเล็กๆ ในหุบเขาที่ความสูง 3,440 เมตร จัดเป็นจุดศูนย์กลางของเทือกเขาหิมาลัยครับ ทั้งโรงแรม  ภัตตาคาร  ร้านเบเกอรี่ จนถึงแหล่งช๊อปปิ้ง เหมาะที่จะมาแวะพักเพื่อปรับสภาพร่างกายให้ชินกับความสูงของภูเขา ( Acclimatisation ) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งครับ   แถมอาหารก็อร่อย  ผมสั่งพิซซ่าหน้าชีสราดซอสมะเขือเทศร้อนๆ มาทานเป็นอาหารกลางวัน  อร่อยจนอยากร้องไห้ครับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหิวบวกกับเหนื่อย หรือว่าอดอยากมาหลายวัน   อร่อยไม่รู้ลืมเลยครับ
 
     น้ำดื่มที่นี่ราคาขวดละ 100 รูปี ครับ จากจุดนี้ไปเส้นทางยิ่งกันดาร และทรหดมากขึ้น ที่หมู่บ้านถัดไปจึงมีสนามบินเล็กขนาดยาวกว่าสนามฟุตบอลเล็กน้อย  ที่ระดับความสูง 3,740 เมตร ไม่มีรันเวย์ เพราะเป็นพื้นดิน ไม่มีอาคารผู้โดยสาร มัคคุเทศก์บอกว่า เป็นที่ราบบนภูเขาแห่งเดียวในบริเวณนี้ ไม่ได้มีไว้บริการนักท่องเที่ยวแต่สำรองไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน เมื่อมีผู้ป่วยจะมีเฮลิคอปเตอร์ พยาบาลมารับส่งถึงโรงพยาบาลในกาฐมาณฑุ ถ้าเราเห็นเฮลิคอปเตอร์บินผ่านมาแถวนี้ แปลว่ามีคนป่วยครับ บริการดีเยี่ยม แต่ราคาก็สูงเอาเรื่อง
 
 

    เมื่อปีที่แล้วผมได้ข่าวจากเพื่อนคนหนึ่งครับว่ามีคนไทยมาเดินเขาหิมาลัย แล้วป่วยหนักจนต้องเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับ หมดไปเป็นแสนครับ ดีที่ทำประกันสุขภาพมาด้วย แต่ถ้าเจ็บป่วยไม่มากนัก แต่เดินทางต่อไปไม่ไหว ก็มักจะเช่าม้าจากชาวบ้านเพื่อกลับมายังลุคลา ค่าเช่าก็ราวๆ 100 USD ต่อวันครับ   แต่ก็หายากพอควร   บางคนอยากเช่าม้าขี่เที่ยว เพราะเหนื่อยแล้วไม่อยากเดินต่อ เสียใจด้วยครับ ให้เช่ากรณีฉุกเฉินเท่านั้น

     ระหว่างทาง  ผมได้พบปะกับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม กลุ่มแรกมากัน 3 คน เป็นชาวสวิส หญิง 2 ชาย 1 วัยเกือบ 70 ปีทุกคน แกบอกว่ามาเดินเขาหิมาลัยทุกปีติดต่อกัน 3 ปีแล้ว   ชอบมากกว่าเทือกเขาแอลป์อีก  กลุ่มที่สองมากัน 4 คน เป็นอิตาเลี่ยนแต่ทำงานในเมืองไทย  บอกว่ามาทุกปีติดต่อกัน 7 ปีแล้ว จนเพื่อนๆ ให้ฉายาว่า White Sherpa  และอีกกลุ่มหนึ่งมากัน 3 คน เป็นชาวเยอรมัน ยังหนุ่มแน่น เป็นนักปีนเขา กำลังจะไปปีนขึ้นยอดเขาแถวๆ นั้น น่าแปลกใจครับ ทุกคนบอกว่าชอบที่นี่มากกว่าในยุโรป

 
 
    ได้พบปะกับกลุ่มน้องๆ จากเมืองไทย 5-6 คน  ตั้งใจจะไปให้ถึง Base Camp ซึ่งสูงกว่า 5,364 เมตร แต่ในที่สุดก็ไปไม่ถึง เพราะมีบางคนในกลุ่มไปต่อไม่ไหว    แม้อิดโรยแต่ทุกคนก็ดูมีแววตาที่ตื่นเต้นสมหวัง ยังบอกว่าจะกลับมาอีกในปีหน้า วันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องกลับ ยังได้เจอกับสาวน้อยจากเวียงจันทร์ เดินทางมาท่องเที่ยวเพียงลำพังย่ำไปจนถึง Base Camp และ หมู่บ้านโกเคียว (Gokyo) ที่ระดับความสูง 4,750 เมตร ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบอันไกลโพ้นใช้เวลาเดินราว 3 อาทิตย์ ครบรอบเส้นทางอันโด่งดังที่เรียกว่า EBC trail  (Everest Base Camp) ขอปรบมือให้ครับ น้องแน่มาก
 
 
 
 
      วันต่อๆ มาอากาศเย็นจัดขึ้นเรื่อยๆ   บางคืนมีหิมะตกหนัก พวกเรากังวลใจเล็กๆเพราะถ้าตกถึงเช้า พวกเราก็เดินทางต่อไปไม่ได้ หิมะอาจท่วมสูงจนปิดเส้นทาง แต่โชคก็เข้าข้างเราครับ ตื่นมาตอนเช้าอากาศสดใส แสงแดดแรงจัด หิมะปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขาแต่ไม่หนา ทิวทัศน์รอบตัวเรา จึงสวยสดงดงามเหลือหลาย
 
     ตลอดเส้นทางเราจะพบเห็นทั้งสถูปเจดีย์  อักษรมนต์จารึกตามโขดหิน ธงราวและ กรงล้อ มนตรา ของวัดธิเบต มีวัดแห่งหนึ่งซึ่งน่าสนใจคือ Khumjung Gompa  เพราะมีตำนานเรื่องมนุษย์หิมะยุคโบราณ  ที่เรียกว่า เยติ (YETI)  โดยการพบหลักฐานสำคัญคือ  กะโหลกศีรษะส่วนบน  ซึ่งเก็บรักษาไว้อยู่ที่วัดแห่งนี้ แต่หลายคนก็ไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงครับ !!!!
 
    
 

       เส้นทางช่วงหนึ่งเราต้องเดินข้าม  ช่องเขาที่สูงถึง 3,975 เมตร ชื่อว่า MONGLA PASS จัดว่าเป็นจุดสูงสุดในช่วงนี้ วันนั้นตรงกับวันสงกรานต์ ของบ้านเราพอดี และก็บังเอิญเป็นวันเกิดของสมาชิกในกลุ่มเราคนหนึ่ง ซึ่งอายุน้อย  ที่สุดคือ 18 ปี เราก็เลยจุดเทียนฉลองวันเกิดกันอากาศเบาบางจนจุดเทียนแทบไม่ติด ไม่มีเค้กวันเกิดแต่มีเสบียงติดตัวเป็นขนมคอเป็ด เลยเอาออกมาแจกให้นักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ที่อยู่ในร้านอาหาร  กินแทนเค้ก  น้ำดื่มวันนี้ ราคาขวดละ250 รูปีครับ ทำสถิติสูงที่สุด

  บางวันเราออกเดินจากหมู่บ้านหนึ่งเพื่อไปพักอีกหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ถัดไป มองเห็นด้วยสายตาก็ไม่ไกลมากนัก ราว 3 - 4 กิโลเมตรเท่านั้นเองแต่ทว่าทั้งสองหมู่บ้าน ตั้งอยู่บนภูเขาคนละลูก   ดังนั้นเราจึงต้องเดินลงเขาจากหมู่บ้านลงไปจนสุดตีนเขาข้ามลำธารที่เกิดจากหิมะละลาย  

เพื่อเดินขึ้นเขาอีกลูกหนึ่งไปยังหมู่บ้านถัดไป เลยกลายเป็นวันที่เหนื่อยสุดๆ เหมือนเดิมครับ          

     ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึง หมู่บ้านเท็งโบเช   (TENGBOCHE) ที่ระดับความสูง 3,864 เมตร จุดสิ้นสุดการเดินทางในครั้งนี้และเป็นจุดที่มองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สวยที่สุดจุดหนึ่ง บ่ายวันนั้นท้องฟ้าสดใส พวกเราหยุดยืนมองทิวทัศน์เบื้องหน้าอยู่นาน  ตะลึงในความงดงามของยอดเขาที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในโลก แด่ฝันที่เป็นจริง   มองให้เต็มตา บันทึกความทรงจำให้จุใจ สมกับที่ดั้นด้นเดินเท้ามาจนถึงที่นี่ ความเหนื่อยยากพลันสูญหายไปสิ้น ความอิ่มเอมเข้ามาแทนที่ คุ้มค่าจริงๆ ครับ

 
 
 
     เย็นวันนั้นเราเข้าไปฟังพระลามะสวดมนต์ทำวัตรเย็นกันในวัดธิเบต   ความสงบเยือกเย็น   ซึมชับเข้ามาในจิตใจของนักเดินทางหลายคนหลายเชื้อชาติ ตกค่ำเราก็ฉลองความสำเร็จกันในร้านเบเกอรี่ ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในแถบนี้  มัคคุเทศก์ และผู้ช่วยออกมาเต้นรำกันแบบพื้นบ้านเป็นการตอบแทน ตกดึกเราออกมานั่งดูดาวกันโดยมีสมาชิกคนหนึ่ง ซึ่งมีความรู้เรื่องดาราศาสตร์ เป็นผู้บรรยาย ความรู้ด้านนี้ของผมแสนจะน้อยนิด  รู้แต่เพียงว่าคืนนี้ ดวงดาวบนท้องฟ้าสวยที่สุด เท่าที่เคยเห็นมาครับ
 
     การเดินทางขาขึ้นเราใช้เวลาราวสัปดาห์กว่าจะมาถึง  แต่ขากลับลงเขาเราใช้เวลาเดินเพียงวันเดียวก็ถึงลุคลา แม้ฝนจะตกอย่างหนักตลอดทาง เราต้องเดินอย่างยากลำบาก ระมัดระวังกันเต็มที่ พลาดพลั้งไปอาจลื่นตกเขากันง่ายๆ
 
     เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศยังคงแปรปรวน ต้องรอกว่า 3 ชั่วโมง เครื่องจึงจะได้ขึ้นบิน   พอกลับมาถึงกาฐมาณฑุ ความรู้สึกเหมือนกลับมาจากสนามรบ เรากลายเป็นทหารผ่านศึก บนหน้าอกประดับด้วยเหรียญตรา  ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
 
 
    
 
 
     การเดินทางครั้งนี้ นับว่าโหดสุดเท่าที่ผมเคยเจอ ต้องเตรียมความพร้อมสุดๆ สภาพร่างกายกลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่จิตใจต่างหากที่ต้องเต็มร้อย  ต้องเดินอย่างมีสมาธิ     ใช้สติกำกับตลอดการเดินทาง แต่ธรรมชาติอันสวยงามบริสุทธิ์ ภาพภูเขาหิมะและธารน้ำแข็ง   เรียงรายกันมาทักทายเราตลอดเส้นทาง ทั้ง  ดอกกุหลาบพันปี (Rhododendron) ราชินีแห่งหิมาลัย  ที่บานสะพรั่งไปทั่วทั้งภูเขา จนถึงจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยไมตรีจิตของชาวเนปาล สิ่งเหล่านี้ คือรางวัลตอบแทนที่ประเมินค่ามิได้
 
     มีคนกล่าวว่า "หิมาลัยมีวิญญาณ  จะเข้าสิงในจิตใจของนักเดินทาง  ร่ำร้องโหยหาให้กลับมาเยือนอีกครั้ง หลายคนพร่ำบ่นขณะเดินเขาว่าเข็ดจนตาย ไม่เอาอีกแล้ว เหนื่อยหนักเกินไป แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับทนเสียงเรียกร้องไม่ไหว   ต้องกลับไปเยือนหิมาลัยอีกครั้ง"  ใครจะเชื่อครับ 
 
    ขณะนั่งเครื่องบินกลับบ้าน   ผมรู้สึกคิดถึงหิมาลัยที่เพิ่งจากมา   อยากขอบคุณธรรมชาติมากมายที่ได้พบเห็น ตั้งแต่ยอดเขากวังเด ที่ออกมาต้อนรับเราตั้งแต่วันแรก ติดตามเฝ้าดูเราตลอดจนถึงวันสุดท้าย ตามมาด้วยยอดเขาธัมเซอกู  ตาโบเช  และ คุมบิลา อันศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวเชอร์ปาถือว่าเป็นพระแม่ธรณี   ยอดเขาคังเทก้า ที่มีสันเขารูปอานม้า  อาม่า ดาบลัม สองคุณแม่ใส่สร้อยคอยืนเคียงคู่กัน รวมทั้งยอดเขาเอเวอเรสต์ ที่มียอดเขานัปเส และโลดเส ยืนเคียงอยู่ด้านหน้า และอีกมากมาย ที่ออกมาให้ยลโฉมแม้เมฆหมอกแปรปรวน
 
     ตลอดระยะทางกว่า 50 กิโลเมตร ที่พวกเราท่องไปบนเส้นทางสาย EBC นี้ ผมประทับใจอย่างมากต่อชาวเชอร์ปา ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากธิเบต ชาวบ้านเหล่านี้แม้ต้องอาศัยอยู่อย่างทรหดและขาดแคลนบนเทือกเขาสูง แต่มิตรภาพที่เราได้รับกลับมีอย่างมากมายเหลือเฟือ  ทั้งแววตาที่ดูออกว่าชีวิตของพวกเขามีความสุขมากกว่าคนเมืองอย่างเราซะอีก  แล้วพบกันใหม่ครับ...หิมาลัย
 
 

 




เปิดโลกท่องเที่ยวกับคอสโม

อนาโตเลีย อารยธรรม 2 โลก...ตอนที่ 2
อนาโตเลีย อารยธรรม 2 โลก...ตอนที่ 1
สายน้ำเจ้าพระยา ยามค่ำคืน
เซ็นต์ปีเตอร์เบิร์ก สง่างามดั่งนางพญา
แวนคูเวอร์ เมืองน่าอยู่แห่งบริติช โคลัมเบีย
แคนาดา ธรรมชาติเหลือเฟือ article